Thursday, November 27, 2008

ความเห็นเรื่องของการเติมน้ำมัน

น้ำมันแพง ต้องฉลาดเติม (ภาคพิสดาร)

ไม่ทราบว่าคุณควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าน้ำมันกันยังไง แต่ที่ California ผู้ใช้รถก็จ่ายไม่เบา จนมีผู้รู้สอนเคล็ดลับการเติมน้ำมัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการน้ำมันกว่า 31 ปี เล่าว่า เขาทำงานที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน San Jose, CA ซึ่งมีคลังเก็บ 34 คลัง ขนาดบรรจุรวม 16,800,000 แกลลอน ณ ที่นั่นแต่ละวันจะจ่ายน้ำมันประมาณ 4 ล้านแกลลอน ตลอด 24 ชม. โดยวันหนึ่งจ่ายน้ำมันดีเซล อีกวันหนึ่งจ่ายน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันรถยนต์เกรดต่างๆ สลับกัน

เขาบอกว่าจงเติมน้ำมันตอนเช้าขณะที่อุณหภูมิบนพื้นดินยังเย็นอยู่ อย่าลืมว่าปั๊มน้ำมันทุกแห่งมีถังน้ำมันฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อพื้นดินยิ่งเย็น น้ำมันยิ่งควบแน่น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำมันก็จะขยายตัวตาม ดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่ายหรือเย็น คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน แต่ได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ธุรกิจค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นน้ามันเบนซิน ดีเซล น้ำมันสำหรับเครื่องบิน เอทานอล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ อุณหภูมิและความถ่วงจำเพาะ มีบทบาทสำคัญ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา หมายถึงเงินมหาศาลในธุรกิจนี้ แต่ปั๊มน้ำมันไม่มีการชดเชยอุณหภูมิให้ลูกค้า ขณะเติมน้ำมันอย่าให้เด็กปั๊มตั้งหัวฉีดอยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว (ในอเมริกาเจ้าของรถต้องลงมือเติมเอง) หากคุณสังเกต จะเห็นว่ากลไกเหนี่ยวมี 3 ระดับ คือ low, middle, และ high เมื่อตั้งในระดับไหลช้า จะเกิดไอระเหยของน้ำมันน้อยที่สุด หากตั้งในระดับไหลเร็ว น้ำมันบางส่วนจะกลายเป็นไอระเหย และถูกสูบย้อนกลับไปยังถังใต้ดิน นั่นหมายถึงคุณจ่ายเงินมากกว่าที่ควร เคล็ดลับอีกอย่างคือ ควรเติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในรถเหลือครึ่งถัง (แหล่งข้อมูลบางแห่งแนะนำว่า เติมน้ำมันแค่ครึ่งถังก็พอ จะได้ลดน้ำหนักบรรทุกและประหยัดน้ำมัน ทั้งนี้และทั้งนั้น ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเองก็แล้วกัน)

เหตุผลคือ น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่างสำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อย เพราะน้ำมันระเหยเป็นไอเร็วกว่าที่คุณคาดคิด ในคลังเก็บน้ำมันจะมีอุปกรณ์ภายในถัง ทำหน้าที่เป็นเพดาน ลอยขึ้นลงตามระดับน้ำมัน ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างน้ำมันกับอากาศ ลดไอระเหยของน้ำมันให้น้อยที่สุด รถขนส่งน้ำมันเมื่อมาบรรทุกน้ำมัน จึงเติมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการชดเชยอุณหภูมิ

ข้อเตือนใจอีกข้อหนึ่ง ขณะที่คุณขับรถเข้าปั๊ม ถ้าเห็นรถบรรทุกกำลังถ่ายน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บใต้ดิน จงอย่ารีบร้อนเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น เพราะตอน 'ลงของ' สิ่งแปลกปลอม ซึ่งปรกติจะตกตะกอนอยู่ใต้ถัง ถูกปั่นป่วนจนลอยตัว หากคุณเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น อาจมีโอกาสดูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่รถคุณได้ โปรดแบ่งปันเคล็ดลับเหล่านี้ให้ทั่วถึง


เรื่องไม่จริงของการเติมน้ำมันตอนเช้ากับตอนบ่ายว่าเติมได้มากกว่ากัน

28 พฤศจิกายน 2008
สวัสดี จู๊ด และเพื่อนๆ

เราได้รับ Fwd mail บ่อยๆ เกี่ยวกับการเติมน้ำมันรถตอนเช้าและตอนบ่ายไม่เท่ากัน เราเห็นแตกต่างจากคนอื่นและมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่า ข้อความเหล่านี้เกิดจาก การจินตนาการ หรือเดา หรือมั่ว หรือหลอก เราผู้เล่าเรียนกันมา กรุณาพิจารณาด้วยสติปัญญา เราอยากให้จู๊ดส่งต่อเพื่อนๆ พิจารณาดู เราทุกคนรู้สึกหนาวตอนเช้า ร้อนตอนบ่าย ก็จริง น้ำมันเป็นของเหลวถูกความร้อนขยายตัวก็จริง ถ้าเติมน้ำมันร้อนกว่าได้มวลน้ำมันน้อยกว่าก็ถูกต้อง

เอ๊ะ....แล้วอะไรที่แตกต่างจากข้อความนี้หรือ ความจริงเพียงครึ่งเดียวที่เอามาอธิบายโดยอีกด้านหนึ่งไม่ได้เอามาพิจารณา หรือผู้เขียนคิดเอาเองที่เกิดจาก อวิชชา ความจริงมีอยู่ว่า ถังน้ำมันอยู่ใต้ดิน ซึ่งดินมีความเป็นฉนวนมาก และค่าความร้อนจำเพาะก็สูงกว่าอากาศมาก อุณหภูมิในดินไม่ถูกเปลี่ยนตามอากาศมากนักในรอบวัน เอาดินใส่รถมาเทกองหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก่อไฟ นานแค่ไหนก็ได้มีอุณหภูมิประมาณ 200 องศา C แต่เราสามารถไปนอนพิงกองดินฝั่งตรงข้ามได้สบายๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย ยิ่งถ้าอุณหภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงแค่วันละ 10 องศา C ยิ่งไม่มีผลอะไรเลย ถังน้ำมันในปั๊มอยู่ในดินประมาณ 6 เมตร อุณหภูมิเรียกได้ว่าเกือบคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงครับ น้ำมันที่เก็บไว้ตามปั๊มไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวตามคนเขียนที่อยู่บนผิวดินมีอากาศอยู่รอบตัว ดูในกราฟที่ให้มาเป็นการเปลี่ยนแปลงในรอบปีไม่ใช่ในรอบวัน ที่ความลึก ประมาณ 9 เมตร 27 ฟุต อุณหภูมิใต้ดินจะเท่ากันตลอด แต่ถ้าเอาข้อมูลในรอบวันจะเปลี่ยนแปลงได้น้อยกว่าหนึ่งองศา ลองไปหาในเว็บดูหรือลองอ่านจากLink ข้างล่างนี้ก็ได้ แต่ถ้า web ของ NASA จะมีข้อมูลเปรียบเทียบให้ด้วย อุณหภูมิต่างกันเพียง 0.1-0.8 เท่านั้นที่ระดับความลึก 1 เมตรและถ้าเป็นถังน้ำมันของคลังน้ำมันอาจมีผลบ้างแต่น้อยมาก เพราะถังใหญ่ ทาสีขาวไม่ดูดความร้อน และฝาถังที่ลอยขึ้นลงได้ตามระดับน้ำมันก็มีคุณสมบัติความเป็นฉนวน น้ำมันจึงไม่ร้อน ไม่เหมือนกับน้ำจากก๊อกน้ำที่มาจากท่อประปาที่ถูกแสงแดดตอนบ่ายๆ

ยอด


Soil Temperature

Soil temperature varies from month to month as a function of incident solar radiation, rainfall, seasonal swings in overlying air temperature, local vegetation cover, type of soil, and depth in the earth. Due to the much higher heat capacity of soil relative to air and the thermal insulation provided by vegetation and surface soil layers, seasonal changes in soil temperature deep in the ground are much less than and lag significantly behind seasonal changes in overlying air temperature. Thus in spring, the soil naturally warms more slowly and to a lesser extent than the air, and by summer, it has become cooler than the overlying air and is a natural sink for removing heat from a building. Likewise in autumn, the soil cools more slowly and to a lesser extent than the air, and by winter it is warmer than the overlying air and a natural source for adding heat to a building.

At soil depths greater than 30 feet below the surface, the soil temperature is relatively constant, and corresponds roughly to the water temperature measured in groundwater wells 30 to 50 feet deep. This is referred to as the “mean earth temperature.” Figure 2 shows the mean earth temperature contours across the United States. In Virginia, the mean earth temperature ranges from 52ºF in the northern Shenandoah Valley and Winchester area to 62ºF in coastal Tidewater.

The amplitude of seasonal changes in soil temperature on either side of the mean earth temperature depends on the type of soil and depth below the ground surface. In Virginia the amplitude of soil temperature change at the ground surface is typically in the range of 20-25ºF, depending on the extent and type of vegetation cover. At depths greater than about 30 feet below the surface, however, the soil temperature remains relatively constant throughout the year, as shown in Figure 3.



Figure 3. Amplitude of seasonal soil temperature change as a function of depth below ground surface.

Vertical closed-loop earth heat exchangers are installed in boreholes 200 to 300 feet deep, where seasonal changes in soil temperature are completely damped out. Well-based open-loop systems also extend to this depth or deeper. These ground loop configurations are thus exposed to a constant year-round temperature.On the other hand, horizontal-loop, spiral-loop, and horizontal direct-expansion (DX) loops are installed in trenches that usually are less than 10 feet deep. For these types of ground loops, it is important to accurately know the expected seasonal changes in the surrounding soil temperature. The extra cost of installing such systems in deeper trenches may be outweighed by the gain in thermal performance, since deeper soils have less pronounced seasonal temperature changes and are thus closer to room temperature, which reduces the work load of the heat pump units.


Figure 4. Seasonal soil temperature change as a function of depth below ground surface for an average moist soil.

Deeper soils not only experience less extreme seasonal variations in temperature, but the changes that do occur lag farther behind those of shallower soils. This shifts the soil temperature profile later in the year, such that it more closely matches the demand for heating and cooling. Referring to Figure 4 for example, the maximum soil temperature occurs in late August (when cooling demand is high) at a depth of 5 feet below the ground surface, but occurs in late October (after the heating season has begun) at a depth of 12 feet below the surface.

Thus a deeper ground loop installation would lower the annual operating cost for electrical energy to run the heat pumps, and over the life of a GHP system, these accumulated savings may more than offset the higher capital cost of burying the ground loop more deeply. In order to determine the optimal depth of burial, it is important to accurately know how the seasonal change in soil temperature varies with depth, which is mainly determined by the soil's thermal properties.


Sunday, November 2, 2008

Welcome to AGGIE-CMU'16 Blog



นับเวลาได้ประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่ที่จอยได้เริ่มทดลองจัดทำเวปไซต์ http://aggiecmu16.com/ ของรุ่นขึ้นมา ซึ่งก็ได้รับคำทักทาย คำชม และที่เป็นกำลังใจมากๆ ก็คือการติดต่อจากเพื่อนๆ ที่ได้ตกหล่น เงียบหายไปจากการรวมรุ่น หรือสังสรรค์รุ่น เพราะเมื่อนับนานวันเข้า การพบปะกันของรุ่นเรา ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการพบปะกันของเพื่อนๆ กลุ่มเดิมๆ และหน้าเดิมๆ เท่านั้น เพราะว่าคนอื่นๆ ก็ได้กระจัดกระจายกันไปอยู่ในจุดต่างๆ ตามหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ ตลอดจนชีวิตส่วนตัว ดังนั้น "อินเทอร์เน็ต" จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่เพื่อนๆ จะได้มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเยือนและทักทายกันบ้าง ตามเวลาและโอกาสที่มี ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่แห่งหนใด และเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน


อย่างไรก็ดี เวปไซต์ของรุ่นที่มีอยู่นั้น เพื่อนๆ อาจจะไม่สามารถโพสท์ข้อความลงได้เอง ยกเว้นจอยหรือเพื่อนบางคนที่เป็น admin (แต่ก็ยังไม่มีใครอาสาเข้ามาสักที !) ก็ยังดีว่าจอยนั้น online อยู่ทุกวัน ก็เลยสามารถ update ได้แบบชนิดที่เรียกว่า "ทันที"


และเมื่อจอยได้ลอง set up http://aggiecmu16.spaces.live.com/ ขึ้นมา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 ก็ยังไม่มีใครเข้าไปโพสท์คอมเม้นต์สักที เพราะว่าต้อง sign up และ log in เข้าไปใน "Live" account ซึ่งก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่สำหรับเพื่อนอีกหลายๆ คน ที่ไม่มี hotmail, live หรือ msn account อยู่


เพราะฉะนั้น วันนี้จอยจึงได้ทดลองสร้าง http://aggiecmu16.blogspot.com/ ขึ้นมา เพื่อให้เพื่อนๆ ได้สามารถเข้ามาโพสท์ข้อความโต้ตอบได้เลยทันที แต่ก็จะลิงค์เข้าไว้ในเวปไซต์ของรุ่นนะจ๊ะ เพื่อให้มีการจัดเก็บอย่างเป็นที่เป็นทาง และก็จะคอยดูว่า ใครจะเป็นคนแรกที่เข้ามาทักทาย แล้วลองติชมกันเข้ามานะจ๊ะ


คิดถึงเพื่อนๆ ทุกคน และก็กำลังรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้ข่าวสารเรื่องการพบปะกันที่หัวหิน เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา


จอย